หน้าหลัก  | ผลงาน  |  วิดีโอเทศบาล  |  ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก  |  ภาพกิจกรรม  |  เว็บบอร์ด  |  ศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชน  | ติดต่อเรา | admin
 
 
ประวัติตำบลทับยา

 

ประวัติความเป็นมาของ ตำบลทับยา: ตำนานการตั้งรกรากของประชาชน

         จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของเมืองอินทร์บุรี สามารถอนุมาน ได้ว่าพื้นที่ตำบลทับยาอาจจะมีการตั้งรกรากมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ทั้งนี้เนื่องจากตำบลทับยาอยู่ไม่ไกลจากแหล่งโบราณคดีคูเมืองมากนัก

        การตั้งรกรากของชุมชนโบราณน่าจะอิงอยู่กับแม่น้ำ ทั้งนี้เนื่องจากแม่น้ำเปรียบได้ดั่งเส้นเลือดใหญ่ของชุมชน ประชาชนต้องพึ่งพาแม่น้ำในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการอุปโภคบริโภค เพื่อการเกษตร การคมนาคม และอื่นๆ ดังนั้น ในพื้นที่แห่งนี้จึงมีประชาชนอาศัยตลอดมา ถึงแม้ในบางช่วงเวลาก็อาจจะถูกกวาดต้อนเป็นเชลยสงครามไปบ้าง เนื่องจากเป็นเส้นทางการเดินทัพ เป็นพื้นที่เมืองหน้าด่านในสมัยที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี

        ที่มาของชื่อ“ทับยา”มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า ดั้งเดิมชื่อ“ทัพหย่า” ซึ่งหมายถึงการหย่าทัพ หรือการเลิกทัพนั่นเอง ก่อนที่จะมีการเพี้ยนเสียง จนกลายเป็นทับยาในที่สุด

        ชื่อของทัพหย่า เป็นชื่อเรียกสถานที่ที่อ้างอิงถึงความเป็นมาของสถานที่ที่พม่าหย่าทัพ เป็นเหตุการณ์ในสมัยการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ.2310 และเรื่องราววีรกรรมชาวบ้านบางระจัน ทั้งนี้ก็เพราะตำบลทับยามีทำเลที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ้านบางระจันนั่นเอง

        เหตุการณ์เสียกรุงครั้งที่สองเริ่มขึ้นในปี พ.ศ.2307 เมื่อพระเจ้ามังระ กษัตริย์พม่า ได้จัดทัพสองทัพ โดยมอบหมายให้มังมหานรธาเป็นแม่ทัพยกมาตีกรุงศรีอยุธยา โดยการเข้าตีเรื่อยมาตามรายทางจากทางใต้ โดยเริ่มต้นที่เมืองทวาย ส่วนอีกทัพมีเนเมียวสีหบดีเป็นแม่ทัพ เดินทัพมาจากทางเหนือ และทั้งสองทัพจะมาบรรจบกันเข้าอยุธยา การล้อมกรุงครั้งนี้ใช้เวลาต่อเนื่องนานถึงสองปี ทัพพม่าอ่อนล้าและขาดแคลนเสบียงและไม่กล้าตั้งทัพใกล้กับกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากเกรงอำนาจปืนใหญ่ เนเมียวสีหบดีได้เลือกทำเลตั้งทัพค่อนมาทางเมืองอินทร์บุรี พร้อมกันนั้นก็ได้จัดแต่งกองทหารออกปล้น ฆ่า สะสมเสบียง กระทำทารุณกรรม ชาวบ้านบางระจันได้ชักชวนชาวเมือง อินทร์ เมืองพรหม และเมืองวิเศษไชยชาญ เพื่อต่อสู้ตอบโต้การกระทำอันป่าเถื่อน จนกระทั่งทัพพม่าที่ตั้งอยู่บริเวณ“ตำบลทับยา”ต้องหย่าทัพ เพื่อไปหาทำเลที่ตั้งใหม่ พื้นที่ตรงนี้จึงถูกเรียกขานจากตำนานเหตุการณ์นั้นว่า“ทัพหย่า” อย่างไรก็ดี สุดท้ายน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ชาวบ้านบางระจันก็ต้องประสบกับความพ่ายแพ้ในปี พ.ศ.2309 และคนไทยเสียกรุงในปี พ.ศ.2310

        การเริ่มตั้งชุมชนในพื้นที่ตำบลทับยาน่าจะมีมาโดยต่อเนื่องหลังจากเหตุการณ์การเสียกรุงฯ เมื่อบ้านเมืองสงบจากการศึก ชาวบ้านที่หนีภัยเข้าป่าก็เริ่มต้นกลับมาตั้งรกรากในพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง และ พื้นที่ริมน้ำก็เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดในการตั้งชุมชน

        เมื่อดูจากประวัติศาสตร์ของตำบลทับยา จะพบว่า “แม่น้ำเจ้าพระยา” จะเป็นเงื่อนไขหลัก ในการเลือกทำเลที่ตั้งรกราก แม่น้ำมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับชุมชนโบราณ แม่น้ำเจ้าพระยา กับชาวทับยาก็เช่นเดียวกัน เจ้าพระยาเป็นเส้นทางคมนาคม ชาวบ้านจึงหันหน้าบ้านลงน้ำ วัดซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชนก็เป็นเช่นเดียวกัน ท่าน้ำของวัดก็คือ“ท่าหน้าวัด” การทำนา ในอดีตก็ได้พึ่งพา“บาง”หรือ คลอง ที่ต่อเนื่องกับเจ้าพระยา ที่จะนำน้ำกระจายออกสู่ท้องทุ่งในฤดูน้ำหลาก

ลำแม่ลา

        แม่ลาอยู่แนวด้านทิศ ตะวันตกของตำบลทับยา เป็น แม่น้ำที่พิเศษมากๆ ทั้งเรื่องต้นกำเนิดของแม่น้ำที่เป็นแม่น้ำที่กำเนิดขึ้นกลางท้องทุ่ง อีกทั้งยังเป็นแม่น้ำที่โด่งดังไปทั่วไทย จากการเป็นแหล่งลือชื่อของปลาช่อนแม่ลา

        ลำแม่ลามีความยาวประมาณ 18 กม. ความกว้าง 40-80 เมตร ไหลผ่าน 3 อำเภอ คือ อ.อินทร์บุรี อ.บางระจัน อ.เมืองสิงห์ มี 2 ตอนเชื่อมต่อกันคือ ลำแม่ลาและลำการ้อง บางครั้งจึงเรียกรวมกันว่า แม่ลาการ้อง

        ที่มาของชื่อแม่ลามีสองเรื่องเล่า เรื่องแรกผูกพันอยู่กับเมื่อครั้งที่ลำแม่ลายังใช้เป็นเส้นทางคมนาคม เป็นจุดที่ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงจะต้องเปลี่ยนจากการเดินเท้าเป็นการเดินทางด้วยเรือลงลำแม่ลาต่อออกไปสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ตำนานนั้นเล่ากันมาว่า เมื่อลูกชายถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารแห่งกรุง ศรีอยุธยา แม่เดินทางด้วยเท้ามาพร้อมกับลูกชาย แต่เมื่อลูกชายต้องขึ้นเรือ แม่ก็ต้องสิ้นสุดการเดินทางมาส่ง จุดนี้จึงกลายเป็นจุดที่แม่อำลาลูกชาย หรือ “แม่ลา” ส่วนตำนานอีกเรื่องเริ่มในครั้งพม่ายกทัพมารบอยุธยา และการรบในสมัยก่อนนั้นกินเวลานานเป็นปี พม่าพักทัพที่ริมแม่ลาได้มีการทำนาไปด้วย ซึ่งการพักทัพนั้น พม่าเรียกว่าหย่าทัพ ครั้นเมื่อต้องยกทัพกลับ บริเวณนั้นจึงถูกเรียกว่าแม่ทัพยา-แม่ทัพลา-แม่ลา คือแม่ทัพของพม่าได้ลาทัพกลับนั้นเอง

        ตำนานความอร่อยแม่ลาเริ่มขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ในเหตุการณ์ คราวเสด็จประพาสต้น เมื่อพระพุทธเจ้าหลวงประทับแรมที่เมืองอินทร์(ตาม บันทึกการเสด็จฯพระองค์ทรงประทับแรมที่วัดประศุก) ปลาช่อนแม่ลาก็เป็น พระกระยาหาร เมื่อพระองค์เสวยแล้วได้ตรัสว่า“ปลาของลำแม่ลามีรสชาติ ดีกว่าที่อื่น” มูลเหตุที่ปลาแม่ลามีรสชาติอร่อยเป็นพิเศษนั้น อาจเกิดจากแม่ลามีแร่ธาตุสารอาหารต่างๆที่อยู่ในดิน รวมถึงในแม่ลายังมีหอยชนิดหนึ่งที่เป็น อาหารของปลากินเนื้อ ผลการวิจัยของกรมประมงพบว่าปลาช่อนแม่ลามี ไขมันมากกว่าปลาจากที่อื่น และหากนำปลามาจากที่อื่นที่มาปล่อยในแม่ลา จะปรับเปลี่ยนสภาพและวิถีชีวิตให้สามารถอยู่รอดในลำแม่ลา จึงต้องกินสารอาหารในแม่ลา จะทำให้ปลานั้นมีรสชาติเสมือนปลาของลำแม่ลา แม่ลา

        ในอดีตมีขนาดกว้างใหญ่กว่าปัจจุบัน สาเหตุที่แม่ลาแคบลง มาจากการขุดลอกที่นำดินมาถมตลิ่งให้เป็นถนน ในด้านความอุดมสมบูรณ์ แม่ลามีปลาชุกชุม จนชาวบ้านได้เปรียบเปรยว่า “สามารถเหยียบหัวปลา ข้ามแม่น้ำได้” ยังมีอีกว่า “เวลาจะทำกับข้าว จุดเตาต้มน้ำทิ้งไว้ แล้วค่อยไป จับปลาในแม่น้ำก็ยังได้” ปัจจุบันนี้สภาพแม่ลาเปลี่ยนไปจากเดิมมาก แม่ลา มีปริมาณน้ำหมุนเวียนน้อยมาก และน้ำที่หมุนเวียนนั้น ก็เป็นน้ำทิ้งจากการทำนา ซึ่งมีสารเคมีปนเปื้อนปริมาณสูง สภาพลำแม่ลาเสื่อมโทรมลงจากวัชพืชที่ขึ้นปกคลุมผิวน้ำ เช่น ต้นลำเจียก ผัก ตบชวา หลายจุดขึ้นปิดเต็มพื้นผิวน้ำ ทำให้น้ำขาดออกซิเจนหมุนเวียน ส่งผลต่อเนื่องไปสู่ปัญหาการใช้ประโยชน์อื่น ไม่ต้องพูดถึงการใช้เรือคมนาคม การลอยกระทง หลายสิ่งหลายอย่างเป็นภาพความทรงจำอันรางเลือนของผู้สูงอายุ

        แม้ว่าชื่อ“ปลาแม่ลา”จะมีกระจายทั่วประเทศ แต่จากคำบอกเล่าของ ชาวบ้าน “ปัจจุบันนี้ ปลาแม่ลาอาจจะมีให้ทานน้อยลงแล้ว ซึ่งจังหวัดอื่นไม่น่า จะนำปลาจากแม่ลาของแท้ไปทานกันได้ เพราะขนาดคนท้องถิ่นเองยังไม่ได้ทานกันเลย เหลือเพียงส่วนน้อยที่จะได้ทาน”